พุทธศาสนาสำหรับเด็ก บทที่ ๙ พระรัตนตรัย |
||
|
พระพุทธ พระพุทธเจ้า พระองค์เป็นผู้มีคุณอุปการะแก่โลกมาก เมื่อพระองค์ได้ทำความเพียร จนถึงทำใจให้บริสุทธิ์และตรัสรู้ธรรม เป็นอันว่าพระองค์ได้ทรงทำกิจในส่วนของพระองค์เสร็จแล้ว น่าที่พระองค์จะนิ่งอยู่หาความสุขแต่โดยลำพังของพระองค์ แต่ไม่เป็นเช่นนั้น พระองค์มีพระกรุณาแก่หมู่ชนมาก มีพระประสงค์จะให้ประชุมชนได้รับความสุขเช่นนั้น จึงสู้สละความสุขของพระองค์ ถึงจะได้รับความลำบากยากแค้นสักเพียงไรก็ไม่ทรงท้อถอย สู้ทรมานพระองค์เที่ยวสั่งสอนคนอื่นจะอยู่ใกล้หรืออยู่ไกล ไม่เลือกหน้าว่าคนชั้นใด จะเกี่ยวข้องเป็นญาติหรือไม่ใช่ญาติ แม้ที่สุดคนที่เป็นข้าศึกคอยเบียดเบียนพระองค์ก็ไม่ทรงรังเกียจ อุตสาหะทรมานสั่งสอนให้รุ้จักผิดชอบจนหาความสุขได้ การที่ต้องทรมานฝืนน้ำใจคนอื่นนั้น คนที่ทำความเพียรพยายามทรมานคนอื่น แม้ที่สุดนายม้าพยายามฝึกหัดทรมานม้า ก็เพื่อหวังประโยชน์ตนเป็นการใหญ่ แต่พระพุทธเจ้าที่อุตสาหะฝึกสอนทรมานคนอื่น เพื่อประโยชน์แก่เขาเอง ไม่ใช่เพื่อหวังประโยชน์แก่พระองค์ทั้งนี้เป็นด้วยทรงพระกรุณาแก่หมู่ชน พระองค์จึงเป็นผู้ทรงพระคุณสมบัติมากมายมายเหลือทีจะพรรณนา เมื่อยกเอาพระคุณสำคัญๆ ขึ้นกล่าวก็มีอยู่ ๙ อย่าง ดังมีบาลีว่า "อิติปิ โส ภควา ฯลฯ พุทโธ ภควาติ" ในพระคุณ ๙ อย่างนี้ เมื่อรวมเข้าก็คงมีอยู่ ๓ อย่างคือ ความบริสุทธิ์ในใจ เพราะความโลภ ความโกรธ ความหลง อันจะเป็นเครื่องทำให้เศร้าหมอง ไม่มีเจือปน จัดเป็นพระบริสุทธิ์คุณ ๑ ความรู้ของพระองค์เป็นความรู้ทั่วไปในสิ่งทั้งปวง มีรู้อัธยาศัยคนอื่นๆ ว่าชอบอะไร ควรจะแนะนำอย่างไรเป็นต้น และความรู้นั้นรู้ด้วยอาการอันรู้ได้ตลอดไป ไม่มีอะไรมากีดกั้น จัดเป็นพระปรีชาคุณ ๑ พระองค์เป็นผู้ตั้งพระทัยที่จะอนุเคราะห์สัตว์โลกทั่วไป เมื่อได้ทำพระองค์ให้บริสุทธิ์และได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ไม่นิ่งอยู่ เที่ยวสั่งสอนคนอื่นๆ เพื่อให้ได้รับความสุขและความบริสุทธิ์ และได้ทรงประดิษฐานสงฆ์สาวกไว้ให้สืบต่อพระศาสนามาจนบัดนี้ จัดเป็นพระกรุณาคุณ ๑ ที่ชนทั้งหลายรู้ว่าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ก็ด้วยพระองค์เป็นผู้ตรัสรู้ธรรม และทรงสั่งสอนธรรมนั้นแก่คนอื่นด้วยมีพระกรุณา การที่เรามีความเคารพนับถือไหว้กราบอยุ่ทุกวันนี้ ก็ด้วยระลึกถึงพระคุณของพระองค์ พระธรรม พระธรรม คือ สภาพความเป็นอยู่โดยชอบอันปราศจากโทษ ได้แก่ อาการของความประพฤติ ที่ไม่ทำชั่วด้วยกาย วาจา ใจ เป็นส่วนความดีที่ทำให้โลกดำรงอยู่ได้และพระธรรมนี้ย่อมมีอยู่ในโลก แต่เมื่อไม่มีใครรู้ไม่มีใครยกขึ้นสั่งสอนกันก็ดูเหมือนว่า พระธรรมนั้นเอง พระธรรมไม่มีในโลก พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็คือรู้พระธรรมนั้นเอง ครั้นเมื่อพระองค์รู้แล้วยกขึ้นแนะนำสั่งสอนคนอื่นๆ จึงเรียกพระธรรมว่า "พระพุทธวจนะ" คือคำพูดของพระพุทธเจ้า พระธรรมท่านแบ่งออกเป็นหมวดใหญ่ๆ ๓ หมวดเรียกว่า "ปิฎก" คือ พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์
ทั้ง ๓ นี้เรียกว่า พระไตรปิฎก และมีท่านผู้มีปัญญาได้เรียบเรียงคัมภีร์อัฏฐกถา ฎีกา เป็นคำอธิบายบาลีแห่งคัมภีร์นั้นๆ ขึ้นอีกเป็นอันมาก
ซึ่งนับว่าเป็นอัตโนมัติ
คือ
ความคิดเห็นของบุคคลเป็นส่วนๆ ไป อันเป็นความเห็นที่ขยายข้อความแห่งพระพุทธวจนะให้ง่ายขึ้น
และในหมวดแห่งธรรมนั้นยังแบ่งไว้เป็น ๒ ส่วน คือ
อนึ่งในธรรมทั้ง ๒ ส่วนนี้ ท่านแบ่งออกไว้เป็น ๒ แผนก คือ
จึงเรียกว่า ธรรมะวินยะ หรือธรรมวินัยดังนี้ แต่ก็รวมอยู่ในปริยัติธรรมปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรมนั้นด้วยกัน พระสงฆ์ ท่านผู้ที่ละทรัพย์สมบัติกับทั้งบ้านเรือนออกบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า มีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นองค์แรก และต่อๆ มาได้สำเร็จมรรคผล เรียกว่าอริยสงฆ์ ที่ยังไม่สำเร็จมรรคผลอย่างพระภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้ เรียกว่า สมมติสงฆ์ ด้วยท่านเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า และเป็นผู้จำคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ ท่านเป็นผู้ปฏิบัติตามและได้สั่งสอนกันต่อมา จึงเป็นที่ควรเคารพนับถือนี้แหละเรียกว่า พระสงฆ์
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้ง ๓ นี้ย่อมมีคุณเกี่ยวพันเป็นอันเดียวกัน จะแยกออกจากกันโดยเฉพาะไม่ได้ ด้วยพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมก่อนแล้วสอนให้พระสงฆ์รู้ธรรม พระธรรมนั้น พระสงฆ์ย่อมจำทรงไว้พระสงฆ์เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้สืบต่อ พระศาสนาโดยกาละและเทศะไม่มีขอบเขตสุด พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้ง ๓ อย่างนี้
เปรียบด้วยวัตถุวิเศษที่มีราคาอย่างสูง คือ แก้ว จึงเรียกพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่า รัตนะ คือ แก้ว ๓ ดวง ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาก็คือนับถือแก้ว ๓ ดวงนี้ว่ามีคุณ ย่อมจะเป็นที่พึ่งที่ระลึกแก่ตน ย่อมมีอำนาจกำจัดภัยอันตรายต่างๆ ได้ จึงนับถือไหว้กราบทำสักการะบูชา ตามวิธีแห่งข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนา จากหนังสือพระพุทธศาสนา โดย มหาอำมาตย์ตรี พระยาภักดีนฤเบศร์ เมษายน ๒๕๒๐ |
||