|
ติกะ คือ หมวด ๓
|
รตนะ ๓ อย่าง |
|
|
| พระรัตนะไตรผ่องใสพิสุทธิ์ |
|
หนี่ง "พระพุทธ" สอง
"พระธรรม" สาม "พระสงฆ์" |
| ดั่งดวงแก้วแวววามทั้งสามองค์ |
|
พระคุณทรงสามภพอภิวันทน์ |
| สมเด็จพระพุทธเจ้าผู้จอมปราชญ์ |
|
ทรงประกาศคำสอนทุกสังสรรค์ |
| ให้ใจกายวาจามาสัมพันธ์ |
|
สำรวมมั่นประพฤติชอบระบอบธรรม |
| อันพระธรรมคือคำพระสั่งสอน |
|
เสมือนพรพระชุบอุปถัมภ์ |
| พระสงฆ์ผู้ประพฤติงามตามพระธรรม |
|
ไตรรัตน์นำโลกไว้ให้ร่มเย็น |
คุณของรตนะ ๓ อย่าง |
|
|
| พุทธเจ้ารู้ดีชอบด้วยพระองค์ |
|
แล้วจึงทรงสอนธรรมนำให้เห็น |
| เพื่อผู้อื่นพยายามตามบำเพ็ญ |
|
ได้รู้เช่นเห็นวิถีสร้างชีวัน |
| คุณพระธรรมล้ำเลิศประเสริฐค่า |
|
ย่อมรักษาผู้ประพฤติยึดธรรมมั่น |
| ให้พ้นทุกข์ห่างชั่วมาพัวพัน |
|
สบสุขสันติ์วัฒนาสถาพร |
| คุณพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ |
|
ตามระบอบพุทธองค์ทรงสั่งสอน |
| ให้ชุมชนเกิดศรัทธาคุณากร |
|
และสังวรปฏิบัติสัทธรรมแล |
อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ๓ อย่าง |
|
|
| สมเด็จพระพุทธองค์ทรงสอนสั่ง |
|
ให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงแน่ |
| ในธรรมที่ควรบำเพ็ญรู้เห็นแท้ |
|
ทรงเผยแผ่มีหลักชักจูงใจ |
| ทรงสั่งสอนมีเหตุสังเกตผล |
|
ผู้ฟังสนใจตรองมองเห็นได้ |
| เมื่อยิ่งคิดพินิจเห็นความเป็นไป |
|
ยิ่งทราบซึ่งถึงในน้ำใจตน |
| ทรงสั่งสอนให้เห็นเป็นอัศจรรย์ |
|
ผู้ประพฤติจักพลันประสพผล |
| สมควรแก่ปฏิบัติฝึกหัดตน |
|
ตามยุบลพระบัญญัติสวัสดี |
โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ อย่าง |
|
|
| หนึ่งเว้นจากทุจริตกิจความชั่ว |
|
ต้องเกลียดกลัวนักหนาเสื่อมราศี |
| สองประกอบสุจริตกิจทางดี |
|
สองข้อนี้มั่นในไตรทวาร |
| สามทำใจของตนหายหม่นหมอง |
|
จากเครื่องข้องดองใจไร้แก่นสาร |
| คือความหลงโกรธโลภละโมบทะยาน |
|
ละสันดานเห็นแก่ตัวน่ากลัวใจ |
ทุจริต ๓ อย่าง |
|
|
| ผิดทางกายเรียกว่ากายทุจริต |
|
ถ้าทำผิดทางวาจากล้าปราสัย |
| เรียก วจีทุจริต นิตินัย |
|
ส่วนมโนทุจริตไซร้ใจอาธรรม์ |
กายทุจริต ๓ อย่าง |
|
|
| หนึ่งทำผิดในกามตามบัญญัติ |
|
สองฆ่าสัตว์ตัดชีวิตคิดห้ำหั่น |
| สามลักฉ้อก่อร้ายใจอาธรรม์ |
|
ล้วนฉกรรจ์ทุจริตผิดทางกาย |
วจีสุจริต ๔ อย่าง |
|
|
| พูดเท็จพูดส่อเสียดพูดเหยียดหยาม |
|
ตะกรุมตะกรามหยาบหูไม่รู้หาย |
| และพูดเพ้อพร่าเวลาน่าเสียดาย |
|
ล้วนคำร้ายทุจริตผิดวาจา |
มโนทุจริต |
|
|
| โลภอยากได้ของเขาเอาเป็นสิทธิ์ |
|
และใจคิดพยาบาทอาฆาตกล้า |
| ทั้งเห็นผิดจากคลองธรรมข้ามตำรา |
|
ตั้งสัจจาละเว้นอย่าเห็นดี |
สุจริต ๓ อย่าง |
|
|
| ชอบทางกายเรียกว่ากายสุจริต |
|
และไม่ผิดทางวาจามีราศี |
| เรียกวจีสุจริตภาษิตดี |
|
มโนสุจริตนี้ดีทางใจ |
กายสุจริต ๓ อย่าง |
|
|
| หนึ่งเว้นจากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต |
|
สองเว้นผิดลักฉ้องอนิสัย |
| สามเว้นผิดในกามไม่ตามใจ |
|
เว้นสามอย่างนี้ได้พ้นภัยพาล |
วจีสุจริต ๔ อย่าง |
|
|
| หนึ่งเว้นจากพูดเท็จให้พูดจริง |
|
สองเว้นสิ่งส่อเสียดเร่งสมาน |
| สามเว้นหยาบพูดให้เพราะเหมาะแก่กาล |
|
สี่เว้นพาลเพ้อปูดพูดเข้าใจ |
มโนสุจริต ๓ อย่าง |
|
|
| หนึ่งไม่โลภอยากได้ในของเขา |
|
คิดแย่งเอากรรมสิทธิ์ผิดนิสสัย |
| สองไม่มีพยาบาทมาตรร้ายใคร |
|
เห็นชอบในทำนองตามคลองธรรม์ |
| สามประการสุจริตเป็นกิจชอบ |
|
ควรประกอบประพฤติยึดให้มั่น |
| สร้างมโนสุจริตจิตสำคัญ |
|
เครื่องประกันความทุกข์สบสุขใจ |
อกุศลมูล ๓ อย่าง |
|
|
| อกุศลมูลมีวิถีสาม |
|
คือ "โลภะ" พยายามความอยากได้ |
| "โทสะ" คิดประทุษร้ายหมายมาตรใคร |
|
"โมหะ" หลงเหลิงใจไม่รู้จริง |
| อกุศลเหล่านี้แม้มีแล้ว |
|
อธรรมอื่นไม่แคล้วเกิดตามยิ่ง |
| ที่เกิดแล้วเจริญเพิ่มเสริมมากจริง |
|
เหตุนั้นควรละทิ้งสิ่งหมองมน |
กุศลมูล ๓ อย่าง |
|
|
| กุศลมูล ๓ วิถี ชี้ข้อไข |
|
"อโลภะ" ไม่อยากได้ในลาภผล |
| "อโทสะ" ไม่คิดร้ายหมายมาตรคน |
|
"อโมหะ" ไม่หลงตนจนมัวเมา |
| กุศลมูลเหล่านี้แม้มีไซร้ |
|
กุศลอื่นเกิดตามได้ไม่อับเฉา |
| ที่เกิดแล้วจะงอกงามตามตัวเรา |
|
เหตุนั้นควรยึดเอาเข้าสันดาน |
สัปปุริสบัญญัติ คือ ข้อที่ท่านสัตบุรุษตั้งไว้ ๓ อย่าง |
| สัตบุรุษตั้งใจไว้สามอย่าง |
|
ซึ่งเป็นทางบำเพ็ญเป็นแก่นสาร |
| หนึ่งสละของไปให้เป็น "ทาน" |
|
เพื่อประโยชน์สำราญคนทั่วไป |
| สอง "ปัพพัชชา" กล้าถือบวช |
|
เป็นอุบายยิ่งยวดน่าเลื่อมใส |
| คือเว้นห่างพาเหียรเบียดเบียนใคร |
|
ถือน้ำใจสุจริตนิจกาล |
| สามปฏิบัติพ่อแม่แผ่ทำนุ |
|
คือ "มาตาปิตุอุปัฏฐาน" |
| สัตบุรุษถือมั่นในสันดาน |
|
สามประการควรใส่ใจทุกนายนาง |
อุปัณณกปฏิปทา คือ ปฏิบัติไม่ผิด ๓ อย่าง |
|
|
| อปัณณกปฏิปทา |
|
ว่าประพฤติไม่ผิดกิจสามอย่าง |
| หนึ่ง "อินทรีย์สังวร" สอนแบบวาง |
|
ไว้หกทางกันมลทินทางอินทรีย์ |
| ตาหูจมูกลิ้นกายใจ |
|
ไม่ยินดียินร้ายให้เสียศรี |
| เวลารูปประสพจักขุนทรีย์ |
|
จะสวยดีขี้เหร่ประการใด |
| ฟังสำเนียงเสียงเสนาะเพราะหรือหยาบ |
|
ดมกลิ่นสาบหรือหอมหวลไฉน |
| จะลิ้มรสโอชาปร่าหรือไร |
|
จะถูกต้องสัมผัสใดในอินทรีย์ |
| สำรวมใจไม่ให้ไปพัวพัน |
|
อปัณณกปฏิปทาชูราศี |
| คอยห้ามใจพึงให้ไร้ราคี |
|
รู้วิถีธรรมารมณ์ข่มด้วยใจ |
| สอง "โภชเนมัตตัญญุตา" ขาน |
|
รู้ประมาณการกินอาหารให้ |
| พอสมควรไม่มากไม่น้อยไป |
|
จึงว่องไวในอากัปกิริยา |
| สาม "ชาคริยานุโยโค" ชอบ |
|
หมั่นประกอบความเพียรอันแรงกล้า |
| เพื่อชำระมลทินในวิญญา |
|
ไม่คิดหานอนสุขทุกครั้งไป |
บุญกิริยาวัตถุ ๓ อย่าง สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ |
| อันบุญกิริยาวัตถุสาม |
|
เป็นหลักงามสร้างกุศลผลผ่องใส |
| เพียรบำเพ็ญการบุญหนุนเนื่องไป |
|
ซึ่งงดงามตามนัยพระนิพนธ์ |
| "ทานมัย" บุญสำเร็จเสร็จด้วยการ |
|
บริจาคซึ่งทานการกุศล |
| "สีลมัย" บุญสัมฤทธิ์สมจิตดล |
|
รักษาตนด้วยศิลปฏิญญาณ |
| "ภาวนามัย" บุญสำเร็จได้ |
|
โดยตั้งใจสงบจิตไม่คิดพล่าน |
| รักษาศีลร่วมภาวนาทาน |
|
จะบันดาลกุศลบุญอันสุนทร |
สามัญลักษณะ ๓ อย่าง ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง เรียกสามัญลักษณะ ไตรลักษณะก็เรียก |
| ลักษณะสังขารที่เหมือนกัน |
|
เรียกสามัญลักษณะธรรมะสอน |
| หรือไตรลักษณะไซร้ให้สังวร |
|
ไม่แน่นอนควรคิดพินิจการณ์ |
| "อนิจจตา" ความเป็นของไม่เที่ยง |
|
ไม่ควรเสี่ยงยึดอะไรไร้แก่นสาร |
| "ทุกขตา" ความเป็นทุกข์คอยรุกราน |
|
สุขไม่นานสับปรับกลับทุกข์ไป |
| ไม่เที่ยงทุกข์สุขได้ในโลกนี้ |
|
อันสุขทุกข์คงที่มีที่ไหน |
| "อนัตตา" ใช่ตัวใช่ตนใคร |
|
เป็นวิสัยสุดฝืนท่านยืนยัน |
| หมวดติกะสิบเอ็ดข้อขอย่อขาน |
|
หลักธรรมท่านดีจริงเป็นมิ่งขวัญ |
| แต่ละหมวดยวดยิ่งสิ่งสำคัญ |
|
เครื่องคุ้มกันทุกข์ภัยให้สุขเอย |
|
|
|