|
|
ศาลาไทย สถาปัตยกรรมประจำชาติ |
|
|
|
||
|
|
||
|
พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ ณ พระราชวังบางปะอิน มติคณะรัฐมนตรี 2 ต.ค. 44 คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการกำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติไทย (nation identity) 3 สิ่ง ตามที่ รองนายกรัฐมนตรี (นายปองพล อดิเรกสาร) ประธานคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ เสนอ ซึ่งจะเป็นการช่วย ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ดังนี้
และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศ ได้เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติไทย (nation identity) และการส่งเสริมสัญลักษณ์ประจำชาติไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์ ประเทศไทยให้มีผลในระยะยาว ซึ่งคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลแล้ว จึงกำหนดให้มีสัญลักษณ์ประจำชาติไทย 3 สิ่ง ดังกล่าว ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ... นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติให้คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ รับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของกระทรวงศึกษาธิการไปพิจารณาด้วยว่า การกำหนดสถาปัตยกรรมประจำชาติไทย ขอเสนอให้ใช้พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ ณ พระราชวังบางปะอิน เป็นสัญลักษณ์ (ดังที่เห็นในภาพด้านบน) ประวัติ คำว่า "บางปะอิน" นี่ไม่ใช่ว่าตั้งกันขึ้นมาเฉยๆ มีประวัติความเป็นมาว่า ในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จโดยทางเรือล่องจากอยุธยาตามแม่น้ำเจ้าพระยา มาทางทิศตะวันตกถึงบางปะอิน เรือเกิดล่ม พระองค์พบกับหญิงสาวชาวบ้านนางหนึ่งชื่อนางอิน สถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า บางปะอิน ในที่สุดนางอินก็ได้เป็นบาทบริจาริกา (ภรรยา) ในสมเด็จพระเอกาทศรถ มีเรื่องคาดเดากันว่า ลูกของนางอินได้ขึ้นครองราชย์เป็น "พระเจ้าปราสาททอง" หรือพระศรีสรรเพ็ชญ์ที่ 5 ในปี พ.ศ. 2173 หลังจากครองราชย์มาได้ 2 ปี พระเจ้าปราสาททองก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นบนเกาะบางปะอินตรงบริเวณบ้านเดิมของพระมารดา และพระราชทานชื่อว่า "วัดชุมพลนิกายาราม" และยังให้ขุดสระน้ำสร้างพระราชนิเวศน์สถานขึ้นกลางเกาะเป็นที่สำหรับเสด็จประพาส แล้วสร้างพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ขึ้นที่ริมสระน้ำ พระราชวังแห่งนี้ คาดว่าจะเป็นที่ประพาสสำราญพระราชหฤทัยของพระเจ้าแผ่นดิน ในสมัยกรุงศรีอยุธยามาหลายยุคหลายสมัย จนกระทั่งเสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2310 มีการย้ายพระราชวังไปที่ธนบุรี และ กรุงเทพมหานคร ตามลำดับ จนกระทั่งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีต่างชาติสร้างเรือยนต์ขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จล่องเรือมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ทรงเห็นบริเวณนี้ปลูกมะม่วงเยอะและร่มรื่น ก็ทรงฟื้นฟู นอกจากนี้สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งสำหรับเป็นที่ประทับ มีเรือนแถวสำหรับฝ่ายในและพลับพลาริมน้ำ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์โปรดที่จะ เสด็จประพาสพระราชวังบางปะอินอยู่เสมอ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่ง รวมทั้ง สิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้นดังที่ปรากฏให้เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งยังคงใช้เป็นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะ และพระราชทานเลี้ยงรับรองในโอกาสต่างๆ บ้าง
หากมองไปที่สระน้ำที่เป็นจุดเด่นที่สุดของพระราชวังบางปะอินก็จะเห็น พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ ตั้งอยู่กลางสระ พระที่นั่งองค์นี้เป็นพระที่นั่งปราสาทโถงแบบจตุรมุข พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จำลองแบบมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทในพระบรมมหาราชวัง สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2419 และพระราชทานนามว่า พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ตามนามพระที่นั่งองค์แรก ซึ่งพระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ณ พระราชวังบางปะอินแห่งนี้ ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปหล่อสัมฤทธิ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์เต็มยศจอมพลทหารบก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น และพระที่นั่งนี้แต่เดิมเป็นเสาไม้กลม แล้วเปลี่ยนเป็นเสาปูนใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6
|
||
อ้างอิง
|